- โรงเรียนร่วมฤดี จะมีห้องอาจารย์ที่ปรึกษา คือห้อง HS 105 อยู่ชั้นล่าง ประตูตรงข้ามกับ HS Office
- อาจารย์ที่ปรึกษา ที่จะให้คำแนะนำด้านเรียนต่อต่างประเทศ จะมี 3 ท่าน โดยแบ่งตาม นามสกุลของนักเรียน
- อาจารย์ที่ปรึกษาในการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของไทย จะมี 1 ท่าน คือ อาจารย์ ตะวัน
- ข้อมูลเรื่องหลักสูตร IB-International Baccalaureate จะต้องติดต่ออาจารย์ผู้ประสานงาน IB (IB Coordinator) คือ หรือเข้าดูรายละเอียด จาก www.ibo.org
- ส่วนหลักสูตร AP-Advance Placement จะต้องติดต่ออาจารย์ผู้ประสานงาน AP (AP Coordinator) คือ อาจารย์ รอส คิล (Mr. Ross Kuhl) [ผู้ซึ่ง…ครั้งหนึ่ง เคยบอกกับเด็กนักเรียนว่า นามสกุลเขาเขียนว่า Kuhl แต่ไม่ได้อ่าน ออกเสียงว่า คูล (Cool) แต่ให้ออกเสียงว่า คิล (Kill) นะจ๊ะ…] หรือดูเพิ่มที่ http://apcentral.collegeboard.com
การเรียนจบหลักสูตร (Graduation Requirements) ของโรงเรียนร่วมฤดึ
นักเรียนจะต้องเรียนครบในวิชาต่อไปนี้ และต้องได้หน่วยกิต(อย่างต่ำ) คือ หน่วยกิต (เครดิต)
ภาษาอังกฤษ (English) 5.0
คณิตศาสตร์ (Mathematics) 3.0
สังคมวิทยา (Social Sciences) 3.0
ศาสนา หรือศีลธรรม (Religion or Values) 2.0
ศิลปะ และการแสดง (Performing and/or Visual Arts) 1.0
พลศึกษา (PE: Physical Education) 1.0
ภาษาอื่นๆ หรือสำหรับนักเรียนไทย จะต้องเรียนภาษาไทย 1 วิชา ในแต่ละเทอม 2.0
และนักเรียน จะต้องสอบผ่าน Institutional TOEFL (ซึ่งเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษภายในโรงเรียน) และได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 500 คะแนน (เป็นคนละตัวกับการสอบ TOEFL ภายนอก ซึ่งจะเป็น iBT: Internet-Based TOEFL) โดยที่ Institutional TOEFL ของโรงเรียนนี้ จะไม่สามารถนำผลไปใช้ในการสมัครมหาวิทยาลัยภายนอกได้)
หน่วยกิต ขั้นต่ำ ที่ต้องได้รับเพื่อให้จบหลักสูตร
จบในปี 2012 2013 2014
หน่วยกิต ขั้นต่ำ 30 หน่วยกิต 32 หน่วยกิต 32 หน่วยกิต
และจะมีบางวิชาที่ไม่มีเกรด แต่จะใช้เป็น ผ่าน(Pass)หรือไม่ผ่าน (และคะแนนนี้จะไม่เอาไปรวมกับการคิด เกรด GPA) เช่นวิชา TOK: Theory of Knowledge, ดนตรีแจ็สแบนด์, วงดนตรีเครื่องเป่า (Stage & Wind Ensemble) เป็นต้น
• ถ้าดูง่ายๆ คือ เกรด 9 และ 10 เรียนปีละ 9 หน่วยกิต รวม 2 ปี ได้มา 18 หน่วยกิต
การเรียนเกรด 9 และ 10
• การเรียนเกรด 9 และ 10 นี้ ค่อนข้างจะมีตารางสอนตายตัว (Fixed schedule) คือเรียนวิชา อังกฤษ เลข ภาษาอื่น(หรือไทย) ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์เอเชีย พลศึกษา ศาสนา/ศีลธรรม ……
• ที่พิเศษคือ วิชาวิทยาศาสตร์ นักเรียนเกรด 9 จะเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์เบื้องต้น (Intro to Chemistry and Physics) ซึ่งคือ ครึ่งปีแรกเรียนฟิสิกส์ และครึ่งปีหลังเรียนเคมี
• และในเกรด 10 นักเรียนจะเรียน ชีววิทยา เต็มปี (ดังนั้น จะได้เรียนวิทยาศาสตร์ครบทุกหมู่ ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ)
เกรด 9 จะต้องเรียนอย่างต่ำ 9 หน่วยกิต หน่วยกิต เกรด 10 จะต้องเรียนอย่างต่ำ 9 หน่วยกิต หน่วยกิต
1. ภาษาอังกฤษ 9
2. คณิตศาสตร์
3. ประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ (Modern World History)
4. ฟิสิกส์/เคมีเบื้องต้น (Intro Physics/Chemistry)
5. ภาษาอื่นหรือภาษาไทย (Modern Language) *(b)
6. ศิลปะ และการแสดง (Performing or Visual Arts) *(c)
7. พละศึกษา (PE: Physical Education) *(d)
8. ศาสนา หรือศีลธรรม (Religion or Values)
9. วิชาเลือก *(a) 1.5
1.5
1.0
1.0
1.0
0.5
0.5
0.5
1.5 1. ภาษาอังกฤษ 10
2. คณิตศาสตร์
3. ประวัติศาสตร์ เอเชีย (Asian Studies)
4. ชีววิทยา (Biology)
5. ภาษาอื่นหรือภาษาไทย (Modern Language)
6. ศิลปะและการแสดง (Performing/Visual Arts)
7. พละศึกษา (PE: Physical Education)
8. ศาสนา หรือศีลธรรม (Religion or Values)
9. วิชาเลือก *(a) 1.5
1.5
1.0
1.0
1.0
0.5
0.5
0.5
1.5
รวม 9.0 รวม 9.0
*(a) วิชาเลือก เช่น คอมพิวเตอร์กราฟฟิค, การทำภาพการ์ตูนและ3D, การสร้างหุ่นยนต์เบื้องต้น, เศรษฐศาสตร์ เบื้องต้น, กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา (Anatomy &Physiology), วารสารศาสตร์เบื้องต้น (Journalism), การเขียน เชิงสร้างสรรค์ (Creative Writing), ดนตรีไทย เป็นต้น
*(b) ภาษาอื่นๆ จะมีทั้ง ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส โดยที่การเข้าเรียน IB โปรแกรม ในเกรด 11 ควรจะเรียนภาษาเหล่านี้ มาอย่างน้อย 3 ปี ก่อนที่เข้าเรียน IB ในเกรด 11 เพราะว่าวิชาภาษาของหลักสูตร IB เป็น การเรียนที่ต่อเนื่องสำหรับผู้ที่มีพื้นความรู้มาแล้ว (อย่างต่ำ 3 ปี) มิฉะนั้น จะตามเพื่อนๆ ไม่ทัน จึงควรเรียนภาษา มาจาก Middle School และต่อเนื่องมา High School เกรด 9และ10 มาตลอด ยกเว้นในหลักสูตร IB จะมีวิชา ภาษา ระดับแรกเริ่มสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นหรือไม่เคยเรียนมาก่อนเลย เรียกว่า IB Ab Initio ซึ่งฟังๆแล้ว น่าจะ OK แต่กลาย เป็นว่าพอเรียนๆไป จะยากขึ้น ยากขึ้น เพราะหลักสูตรการสอนจะไปเร็วมาก เด็กที่ไม่มีพื้นและเข้าเรียน Ab Initio กลับทำคะแนนได้ไม่ดี สู้เด็กที่เคยเรียนภาษานั้นๆ มาแล้ว หลายๆปี พอเรียนภาษา ระดับปกติ (ที่ไม่ใช่ Ab Initio) ใน IB โปรแกรม กลับจะทำคะแนนได้ดีกว่า
*(c) ศิลปะ และการแสดง (Performing or Visual Arts)
• ศิลปะ นักเรียนควรเรียน ศิลปะ 1 (Arts 1) ในเกรด 9 เพราะว่าวิชานี้เรียนแค่ครึ่งปี (คือ 0.5 หน่วยกิต จะเรียนแค่1 Semester เท่านั้น) และวิชานี้ เป็นประตูที่จะผ่านไปลงวิชาศิลปะอื่นๆ ดังนั้น ถ้าเก็บวิชานี้ ในเกรด 9 ก็จะมีทางเลือกเรียนได้มากขึ้น และอย่างน้อย ในการที่จะจบหลักสูตรร่วมฤดี จะต้องมีวิชาศิลปะ อย่างน้อย 1 หน่วยกิต จึงควรลงเรียนไว้เลยในเกรด 9
• การแสดง (Performing Arts) วิชากลุ่มนี้ จะมีการแสดงเวที (Drama) และการแสดงดนตรี เช่น Band, Concert Band, ร้องเพลงกลุ่ม, ร้องเพลงประสานเสียง หรือซิมโฟนี่ออเคสตร้า ซึ่งวิชาในกลุ่มดนตรีนี้ บางวิชา เรียนในห้องเรียน บางวิชาจะเรียนและซ้อมหลังเลิกเรียน (เพราะมีนักเรียนจากหลายๆชั้น เช่น เกรด 9,10,11 หรือ 12 มาเล่นดนตรีรวมเป็นวง จึงยากที่จะจัดเป็นชั่วโมงให้ซ้อมพร้อมกันได้) และวิชาในกลุ่มดนตรีนี้ บางวิชาคะแนนเป็นระบบ ผ่าน/ไม่ผ่าน (Pass/Fail) จะไม่มีเกรด A-B-C ให้
*(d) วิชาพละศึกษา (Physical Education) ควรจะเก็บให้หมดในเกรด 9-10 เนื่องจากการที่จะจบหลักสูตรร่วมฤดี จะต้องมีวิชาพละศึกษา อย่างน้อย 1 หน่วยกิต จึงควรเก็บให้หมดในเกรด 9-10 เพราะถ้าเรียน IB โปรแกรมในเกรด 11 แล้ว ตารางสอนจะเต็ม และลงเรียนยาก (เคยมีน้องๆ มาเก็บวิชา PE ช่วงซัมเมอร์ แล้วบ่นว่า ร้อนมากกก...)
การเรียน เกรด 11-12
การเรียน เกรด 11-12 ถ้าสรุปง่ายๆ จะมี 3 แบบ คือ
แบบที่ 1 = Full IB Diploma คือเรียนหลักสูตร IB เต็มหลักสูตร (เด็กๆ จะเรียกว่า IB แบบ Dip)
แบบที่ 2 = AP:Advance Placement คือเรียนวิชา AP ซึ่งเป็นของฝั่งอเมริกา
แบบที่ 3 = เรียน IB บางตัว หรือ AP บางตัว คือลง IB บางตัว(เป็น IB แบบ ไม่Dip)คือไม่เต็มทั้งหลักสูตร หรือลง AP บางตัว นักเรียนจะได้ใบวุฒิบัตร (Certificate) แยกเป็นใบๆ ตามวิชาที่ลง
• ที่ต่างกันคือ ถ้าเรียน Full IB Diploma เมื่อจบร่วมฤดีแล้ว นอกจากจะได้ประกาศนียบัตรจบจากร่วมฤดี 1 ใบแล้ว จะได้กระดาษอีกใบ เป็นประกาศนียบัตรว่าได้ IB Full Diploma อีก 1 ใบ (ส่งตรงมาจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์)
• สำหรับการเรียนต่อในต่างประเทศ IB Full Diploma มีผลดี คือ ในอเมริกาและแคนาดา บางมหาวิทยาลัย จะให้ทุนโดยอัตโนมัติ ถ้าจบ IB (Full) Diploma มา หรือในอังกฤษถ้าจบ IB Full Diploma มา มหาวิทยาลัยจะให้ เข้าเรียนปริญญาตรีเลย (ในอังกฤษ จะเรียนปริญญาตรี 3 ปี คือ ปีที่ 1, 2, 3 คือเรียน 3ปี ก็จบปริญญาตรี) แต่ถ้าไม่มี IB Diploma ก็จะต้องเรียนปรับพื้นฐาน(Foundation)ก่อน บางแห่งเลยเรียกFoundation ว่า ปีที่ 0 (Year 0) รวม เรียน 4 ปีจึงจะจบปริญญาตรี
• การเรียน IB Full Diploma ในHigh School หลักสูตรจะเป็น 2 ปี วิชาหนึ่งจะเรียน 2 ปี ดังนั้น ตารางสอน จะค่อนข้างนิ่งและตายตัว ปีที่ 1 (คือเกรด 11) เรียนยังไง ขึ้นปีที่ 2 (คือเกรด 12) ก็เรียนยังงั้น คือตารางสอน ไม่เปลี่ยน
• การสอบ IB Program มีสอบตอนจบปีที่ 2 เพียงครั้งเดียว (ในเดือน พฤษภาคม ตอนจะจบเกรด 12)
• นักเรียนที่มีสัญชาติไทย กระทรวงศึกษา กำหนดว่า จะต้องเรียนวิชาภาษาไทยทุกเทอม (ซึ่งเนื้อหาจะรวมวรรณคดี ไทยและประวัติศาสตร์ไทย)
• การขอจบก่อนกำหนด (Early Graduation) นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นอย่างสม่ำเสมอ และมีความจำเป็นที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจจะยื่น ขอจบก่อนกำหนดได้ คือขอจบในเดือนธันวาคม (คือจบการเรียนเทอมแรก ของเกรด 12) โดยต้องแนบเอกสารความจำเป็นที่จะต้องจบก่อนกำหนด เช่นมหาวิทยาลัยที่จะเข้าเรียน มีตารางการเปิดเรียน ไม่ตรงกับช่วงเวลาการจบการศึกษาของนักเรียน และการอนุมัติให้จบก่อนกำหนดนี้ เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งเฉพาะ ในกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ และนักเรียนอาจจะขอจบก่อนกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ถ้ามีจดหมาย ตอบรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยนั้นๆ เปิดเรียนก่อน ที่นักเรียนจะเรียนจบHigh School
• การจบแบบได้รับเกียรตินิยม (Honors Diploma) นักเรียนที่จะจบแบบได้รับเกียรตินิยม จะต้อง
➢ มีคะแนนเฉลี่ยสะสม เมื่อเรียนจบ ไม่ต่ำกว่า 3.5
➢ เป็นนักเรียนใน High School ของร่วมฤดี ไม่ต่ำกว่า 6 เทอม (จาก 8 เทอม)
➢ มีคะแนน (GPA) ไม่ต่ำกว่า 3.5 ในแต่ละเทอม รวมทั้งหมดอย่างต่ำ 3 ปีการศึกษา
• ระบบคะแนน (Grading System) โรงเรียนร่วมฤดี ใช้ระบบคะแนน ดังนี้
คะแนนดิบ (เปอร์เซ็นต์) เกรดที่ได้ Letter Grade คะแนน -ปกติ คะแนน-เพิ่มน้ำหนัก **
93-100 A 4.00 4.50
90-92 A- 3.67 4.17
87-89 B+ 3.33 3.83
83-86 B 3.00 3.50
80-82 B- 2.67 3.17
77-79 C+ 2.33 2.83
73-76 C 2.00 2.50
70-72 C- 1.67 2.17
67-69 D+ 1.33 1.33
63-66 D 1.00 1.00
60-62 D- 0.67 0.67
59 or below F 0.00 0.00
** วิชา IB (เฉพาะตัวยาก Higher Level) และ วิชา AP จะได้แถมน้ำหนักพิเศษ (คือติด”เทอร์โบ” โดยมีโบนัสเพิ่มให้ เพราะถือว่าวิชากลุ่มนี้ เนื้อหายาก เป็นเนื้อหาระดับมหาวิทยาลัยปี 1 ดังนั้น ถ้าได้ A ปกติจะคิดเป็น 4.00 แต้ม แต่ถ้าได้ A ในวิชาIB Higher หรือ AP จะเพิ่มแต้มให้อีกห้าสิบตัง คือเป็น 4.50
• นักเรียนที่มีคะแนนสูงสุด 10 คนแรก (top 10 highest GPA) จะได้รับการจัดเป็น Honor Roll
• นักเรียนเกรด 12 ที่ลงเรียน IB หรือ AP ตั้งแต่ 4 วิชาขึ้นไป จะได้รับการผ่อนผัน ให้หยุดเรียนเพื่อดูหนังสือ ในช่วงก่อนสอบ เรียกว่า Senior Leave
การเรียน IB แบบเต็มหลักสูตร (IB Full Diploma) ต้องให้ได้อมยิ้มครบ 4 อันนะคะ
หลักสูตร IB นี้ จะเน้นให้นักเรียนมีความพร้อมแบบรอบด้าน (แปลง่ายๆ คือ เรียนก็เก่ง กีฬาก็เก่ง ดนตรี/ศิลปะ ก็ได้ แถมยังมีจิตใจอาสาที่จะบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน อีกนะจ๊ะ)
• หลักสูตร IB เป็นหลักสูตร 2 ปี สำหรับนักเรียนเกรด 11 และ 12 ถ้านักเรียนจบหลักสูตรนี้ จะสามารถ เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ และเรียน แค่ 3 ปี ก็จะจบปริญญาตรี โดยที่ ไม่ต้อง เรียนคอร์สปรับพื้นฐาน (Foundation Year)
• หลักสูตร IB จะเรียน วิชาหลัก 6 วิชา เลือกจาก 6 กลุ่ม (คิดเสียว่าใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นจาก 6 ชาม โดยคีบ ขึ้นมาชามละ 1 ลูก ก็จะได้ลูกชิ้นรวม 6 ลูก แต่การคีบก็มีเทคนิค คือ ต้องคีบลูกใหญ่ (เรียกว่า Higher Level คือลูกเหนียวเคี้ยวยาก) ขึ้นมา 3 ลูก และคีบลูกเล็ก (เรียกว่า Standard Level) 3 ลูก รวมทั้งหมด 6 ลูก
• วิชา 6 กลุ่ม/ชาม มีดังนี้
1. ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีทั้ง Higher level (HL) และStandard level (SL)
2. ภาษาที่สอง จะมีภาษาไทย จีนแมนดาริน ญี่ปุ่น สเปน ฝรั่งเศส และมีทั้งระดับ Higher level (HL) ระดับ Standard level (SL) และระดับแรกเริ่ม (Ab Initio)
3. สังคมศาสตร์จะมีวิชาจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ บริหารธุรกิจ และมีทั้งระดับ Higher level (HL) และระดับ Standard level (SL)
4. วิทยาศาสตร์ จะมีวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และมีทั้งระดับ Higher level (HL) และระดับ Standard level (SL)
5. คณิตศาสตร์ จะมีวิชา คณิตศาสตร์ มีทั้งระดับ Higher level (HL) และระดับ Standard level (SL) และมีวิชา คณิตศึกษาศาสตร์ (Math Studies) ระดับ SL
6. ศิลปะ จะมีวิชาศิลปะ และวิชาการแสดง และมีทั้งระดับ Higher level (HL) และระดับ Standard level (SL)
• หมายเหตุ วิชาที่ 6 โดยปกติจะเลือกจากกลุ่มที่ 6 (ศิลปะ) แต่นักเรียนสามารถ ที่จะwaive (คือไม่เรียน) วิชาในกลุ่มศิลปะนี้ และไปเลือกวิชาที่ 6 จากกลุ่มอื่นๆได้ (เช่น ไปเลือกเรียนวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์ตัวที่ 2 แทน วิชาศิลปะ จะทำให้นักเรียนคนนั้น มี วิทยาศาสตร์ เช่น เคมีและ ชีวะ รวม 2 วิชา, ภาษาอังกฤษ 1 วิชา, ภาษาที่สอง เช่น จีน 1 วิชา,สังคมศาสตร์ เช่น จิตวิทยา 1 วิชา, และ คณิตศาสตร์ อีก 1 วิชา รวมทั้งหมด 6 วิชา)
• แต่อย่าลืมว่า ใน 6 วิชานี้ จะต้องมี Higher Level (ลูกชิ้นใหญ่) 3 วิชา และ Standard Level 3 วิชา
• แนวในการเลือก เช่น
• ถ้าจะเรียนวิศวะ ก็ควรเรียนหนักด้านวิทยาศาสตร์ คือ Higher Level 3 ตัวเป็น ฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์ และ Standard Level 3 ตัวเป็น ภาษาอังกฤษ, จิตวิทยาหรือเศรษฐศาสตร์, และ ภาษาที่สอง
• ถ้าจะเรียนแพทย์ก็ควรเรียนหนักด้านวิทยาศาสตร์ คือ HL 3 ตัวเป็น เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ (หรือภาษาอังกฤษ) และ SL 3 ตัวเป็น อังกฤษ(หรือคณิตศาสตร์), จิตวิทยา (คุณหมอควรจะรู้จิตวิทยาในการ Deal กับคนไข้ และ[ตามที่เขาว่ากันว่า.....ถ้าผิด ก็ขออภัยคุณหมอด้วยนะคะ] จิตวิทยาจะเรียนบางส่วน เกี่ยวกับระบบประสาทการเรียนและความจำ ซึ่งเกี่ยวพันกับอาชีพหมอ), และ วิชาที่ 6 เป็นภาษาที่สอง (คุณ หมอควรจะพูดได้หลายภาษา .. ฟังจากเขาว่ากันว่าอีกเหมือนกัน...)
• ถ้าจะเรียนสถาปัตย์ ควรจะเรียน HL เป็น ศิลปะ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์(หรืออังกฤษ) และ SL เป็น อังกฤษ (หรือฟิสิกส์), ประวัติศาสตร์ (เขาว่ากันว่า..(อีกเหมือนกัน)..ว่า ‘ถาปัด ต้องรู้เรื่องประวัติศาสตร์ จะได้รู้ว่า ศิลปะยุคไหนพัฒนามาอย่างไร [ถ้าผิด ก็ขออภัยท่านสถาปนิกด้วยนะคะ], และวิชาที่ 6 เป็นภาษาที่สอง
• ถ้าจะเรียนบริหารธุรกิจ ควรจะเรียนหนักด้านธุรกิจ HL เป็น เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ คณิตศาสตร์ (หรืออังกฤษ) และ SL เป็นอังกฤษ(หรือคณิตศาสตร์), ภาษาที่สอง (นักธุรกิจ ควรพูดได้หลายภาษา) และวิทยาศาสตร์
• นักเรียนที่มีสัญชาติไทย ซึ่งจะต้องเรียนภาษาไทย ตามข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเป็นนักเรียน IB Diploma โดยปกติ จะเรียน 6+1 = 7 วิชา เต็มอัตรา (คือ IB 6 วิชา+ ภาษาไทย) หากนักเรียนต้องการลดโหลด (จัดแบบเบาๆ) ก็ให้นักเรียนเลือกวิชา ภาษาไทย ให้เป็นวิชาในกลุ่มภาษาที่สองซะเลย ก็จะทำให้ เรียนแค่ 6 วิชา นักเรียนจะไม่หนักมาก แต่ถ้าจัดหนัก ก็เรียนภาษาที่สองที่ไม่ใช่ภาษาไทย (เช่น จีน) และเรียนภาษาไทย ตามที่กระทรวงกำหนด น้องๆ ก็จะมีวิชาการแน่นปึ๊ก พูดได้ 3 ภาษา (อังกฤษ จีน และไทย) ดังนั้น การจัดลงวิชา จะมีหลายแบบ หลายเทคนิค จัดหนัก จัดเบา ทางที่ดี ควรคุยกับน้องๆ ก่อน ว่าชอบแบบไหน
• น้องๆ ที่เรียน Arts ให้เก็บงานไว้ดีๆ พอสมัครมหาวิทยาลัย เขาจะให้ถ่ายรูปงานศิลปะที่ทำมา อาจจะ 15-20 ชิ้น เพื่อจัดเข้าแฟ้มเป็น Portfolio น้องๆ ควรเลือกงานให้มีความหลากหลาย เช่น รูปวาดสีน้ำ 3-4 รูป รูปดรออิ้ง3-4 รูป รูปปั้น 1-2 ชิ้น รูปพิมพ์ งานโมเสค การถ่ายภาพ ...ให้หลากหลาย (ไม่ใช่มีแต่รูปสีน้ำมันทั้ง 20 รูป) จะได้ดูว่าเรารู้หลายเทคนิค
• นอกจากวิชาการ 6 วิชาแล้ว น้องๆยังต้องเขียน Essay ความยาว 4,000 คำ ก็ประมาณ 8-10 หน้า ในหัวข้อ อะไรก็ได้ โดยปกติจะเป็นหัวข้อที่นักเรียน สนใจจะไปเรียนต่ออยู่แล้ว วัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้นักเรียนหัดเขียน รายงานให้เป็น เพราะว่าเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว น้องๆ ต้องหัดเขียนเปเปอร์ รายงาน หรือวิทยานิพนธ์ (ดูๆเหมือนยาก แต่จริงๆ นักเรียนมีเวลาเขียนถึง 2 ปี ระหว่างที่เรียนหลักสูตร IB)
• หลักสูตร IB ยังต้องมีอีก 2 องค์ประกอบ คือ TOK:Theory of Knowledge (คะแนนวิชานี้ จะไม่เป็น A หรือ B แต่เป็น Pass/Fail) เนื้อหาวิชา TOK นี้ คือการเรียนรู้ว่า ความรู้คืออะไร เอาไปใช้อย่างไรในชีวิตประจำวัน นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะคิด วิเคราะห์และสะท้อนความรู้ที่เรียนมา และสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ได้ (หากอ่าน ไม่รู้เรื่อง ก็ขออภัย เพราะคนพิมพ์ ก็พิมพ์แบบไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เอาเป็นว่า วิชานี้ คล้ายๆวิชาปรัชญาก็แล้วกัน ถ้าอยากรู้ว่าเรียนอะไร ก็ให้ถามน้องๆที่จบมาแล้ว ส่วนตัวเอง ขอให้ลูกสาวสอบผ่าน เป็น Pass ก็พอแล้ว) วิชานี้ เรียนในห้องเรียน เรียนปีละ 1 เทอม คือ เกรด 11 เรียน 1 เทอม และเกรด 12 เรียนอีก 1 เทอม
• องค์ประกอบสุดท้าย ของหลักสูตร IB คือ CAS มาจาก Creativity, Action, Service คือกิจกรรมนอก หลักสูตร โดยนักเรียนต้องทำกิจกรรมเหล่านี้ 3 กลุ่มๆละ 50 ชั่วโมง รวมไม่ต่ำกว่า 150 ชั่วโมง (จำนวนชั่วโมงในแต่ละกลุ่มนี้ ไม่ตายตัว ว่าต้อง 50 เป๊ะ จะขยับเป็น 40 ถึง 60 ชั่วโมงก็ได้ แต่รวมกัน 3 กลุ่มต้องได้ไม่ต่ำกว่า 150 ชั่วโมง) โดยแบ่งดังนี้
• C-Creativity นักเรียนจะต้องทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน ที่เกี่ยวกับศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ดนตรี ให้ได้ 50 ชั่วโมง (จะเป็นการเรียนดนตรี ตีขิม เรียนกีตาร์ เรียนเปียโน วาดภาพสีน้ำ หรือแต่งหน้าเค้ก แบบสร้างสรรค์)
• A-Action นักเรียนจะต้องทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน ประเภท กีฬา กิจกรรมกลางแจ้ง สร้างบ้านให้คน ชนบท หรืออื่นๆ ให้ได้ 50 ชั่วโมง (นักกีฬาโรงเรียน (Varsity, JV) ให้โค้ชเซ็น จะได้ประมาณ 20 ชั่วโมง, หรือจะเป็นการเรียนเทนนิส เรียนกอล์ฟภายนอกโรงเรียน ก็ให้ครูที่สอนเซ็นมาให้ได้)
• S-Service นักเรียนจะต้องทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน ที่เป็นการบริการชุมชน (Community Services) หรือกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ ที่ไม่มีค่าตอบแทน ให้ได้ 50 ชั่วโมง เช่น งานอาสาสมัคร เข้ากลุ่มสร้างบ้านให้คนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด (โครงการ Habitat) หรือออกค่ายอาสาต่างๆ
(ก่อนออกไปทำกิจกรรม นักเรียน ควรจะลองเช็คก่อนกับครู ที่ดูแล CAS และลองเช็คดูว่า กิจกรรมที่จะไปทำนั้น ครูรับให้เป็น CAS ได้หรือไม่ และให้นักเรียนดาวน์โหลดแบบฟอร์ม CAS จาก Internet ของโรงเรียน และนำไปให้โค้ช หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลรับผิดชอบโครงการนั้น เซ็นชื่อด้วย และนักเรียนต้องกลับมาเขียนเรื่อง เกี่ยวกับกิจกรรมที่ไปทำมา เพื่อนำมาเข้าแฟ้ม CAS ของนักเรียน)
• หมายเหตุ: ในการสมัครมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องยื่นใบสมัครตั้งแต่ ก่อน เรียนจบ คือยื่นเอกสารสมัคร ตั้งแต่ ต้นปีเกรด 12 (คือประมาณ เดือนตุลา-พฤศจิกา-ธันวา ของต้นปีเกรด 12) นักเรียน จะต้องไปขอให้คุณครูให้ “เดา” คะแนนIBให้ ว่า พอเรียนจบในปลายปีเกรด 12 (คือสอบใหญ่ปลายหลักสูตรในเดือนพฤษภาคม) นักเรียนจะสอบ ได้คะแนนซักเท่าไร โดยคุณครูจะดูจากผลการเรียน ผลการสอบย่อย และพฤติการณ์ (ว่าขยันอ่านหนังสือหรือ มัวแต่ลอยไปลอยมา) ในช่วงเกรด 11 และเกรด 12 ที่ผ่านมา การ“เดา”คะแนนนี้ เรียกว่า “Predicted IB Score” ซึ่งปกติ จะค่อนข้างเก็งแม่น เพราะถ้าครูเดาผิด (เช่นบอกว่า A ชัวร์แต่ออกมาคะแนนหล่นพื้น คุณครูคนนั้น ก็จะโดนเพ่งเล็ง โรงเรียนร่วมฤดีก็จะเสียไปด้วย)
• คะแนน IB จะเป็นคะแนนเต็ม วิชาละ 7 คะแนน ถ้าได้ 4 ถือว่าสอบผ่าน (ต่ำกว่า 4 คือตก) ถ้าได้ 6 คือเก่งมาก ถ้าได้ถึง 7เต็ม คือระดับเทพมั่กๆ
• คะแนนเต็มของ IB Diploma คือ 6 วิชา โดยแต่ละวิชามีคะแนนเต็ม คือ 7 คะแนน => 42 คะแนน (ยังไม่รวมคะแนน Essay ซึ่งมีคะแนนเต็มอีก 3 คะแนน) ถ้ารวมคะแนน 6 วิชา + Essay → คะแนนสูงสุดของ IB คือ 45 คะแนน
• มหาวิทยาลัยที่อเมริกาและอังกฤษ จะรับสมัครตั้งแต่ พฤศจิกายน-ธันวาคม ปีก่อนที่จะจบ (ตอนที่นักเรียนอยู่ต้นปีเกรด 12) มหาวิทยาลัยที่อเมริกา จะใช้คะแนน Predicted IB Score (คะแนนที่ครู “เดา” ไว้) ประกอบกับ เกรด GPA ของนักเรียน และดูคะแนน SAT I และ SAT II ประกอบกัน (และคะแนนสอบภาษาอังกฤษ คือ TOEFL) ก็จะดูออกว่า น้องๆ มีพื้นความรู้ขนาดไหน แล้วมหาวิทยาลัยที่ อเมริกา ก็จะสามารถตอบรับให้เข้าเรียนได้เลย
• แต่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษ จะพิเศษ คือเขาจะขอคะแนน Predicted IB Score (คะแนนที่ครู “เดา” ไว้) เพียงตัวเดียว (และคะแนนสอบภาษาอังกฤษ คือ IELTS) และเนื่องจากคะแนนในมือเขา มีแค่นี้ มหาวิทยาลัย ที่อังกฤษจะตอบรับนักเรียนให้เข้าเรียน แบบมีเงื่อนไข (คือ มีCondition) ว่าพอคะแนน IB ที่สอบจริงออกมา (สอบเดือนพฤษภาคม เมื่อจบเกรด12 แล้ว และคะแนน จะออกในราวเดือนกรกฎาคม) คะแนนจริงจะต้อง ไม่ต่ำกว่า คะแนนที่ Predicted ไว้
การเรียน AP- Advance Placement
วิชา AP เป็นการเรียนเพื่อเตรียมสอบ AP (โรงเรียนร่วมฤดี สอบปีละ 1 ครั้งประมาณเดือนพฤษภาคม) โดยที่ศูนย์ใหญ่ จะอยู่ที่ College Board (ซึ่งก็เป็นที่เดียวกับที่จัดสอบ SAT)
• การเรียน AP เป็นการเรียน เต็มปี 1 ปี (ไม่เหมือน IB ซึ่งจะเรียนวิชาหนึ่งๆ ยาวตลอด 2 ปี) ดังนั้น AP จึงคล้ายๆ เรียน เรียน เรียน พอสิ้นปี ก็สอบแล้วก็จบ พอปีหน้า ก็เรียนวิชาใหม่ หลักสูตรจะยากเท่าๆกับ IB แต่การเรียนจะเข้มกว่าเพราะวิชาหนึ่งๆ อัดเข้ามาให้จบใน 1ปี
• การจัดตารางสอน : โรงเรียนร่วมฤดี จะจัดสอนเป็นรอบ (Cycle) โดยหนึ่งรอบ มี 4 วัน (Day A,B,C และ Day D หมุนไปเรื่อยๆ) วิชา AP จะเรียน 4 blocks คือเรียนทุกวัน วันละ 1 block ถ้า IB HL จะเรียน 3 blocks คือเรียน 3 วันหยุด 1 วัน ถ้า IB SL จะเรียน 2 blocks คือเรียน 1 วันหยุด 1 วัน สลับกันไป
• จะเห็นว่า AP เรียนหนักกว่า เพราะต้องอัดเข้ามาให้จบใน 1ปี
• ข้อต่างระหว่าง AP กับ IB ก็คือ AP ไม่มี Essay ไม่มี CAS ไม่มี TOK จะเรียนๆๆๆ จบแล้วก็สอบ ไม่ทำ Research ไม่ต้องเขียนรายงานมากเท่ากับพวก IB
• โรงเรียนร่วมฤดี จัดสอนวิชา AP รวม 9 วิชา คือ AP ชีววิทยา, AP เคมี, AP ฟิสิกส์-B, AP จิตวิทยา, AP แคลคูลัส AB, AP แคลคูลัส BC (ซึ่งยากกว่า Calculus AB), AP เศรษฐศาสตร์มหภาค, AP เศรษฐศาสตร์จุลภาค และ AP สถิติ
• คะแนนของ AP คือ คะแนนเต็มวิชาละ 5 คะแนน ถ้าได้ 5 คือได้คะแนนเต็ม
• อาจารย์ที่ดูและประสานงานวิชา AP คือ อาจารย์รอส คิล
• ข้อมูล AP เพิ่มเติม ดูได้ที่ http://www.collegeboard.com
ตัวอย่างคะแนน IB และ AP ของมหาวิทยาลัยที่อังกฤษและออสเตรเลีย ยกตัวอย่างมาสัก 2-3 แห่ง
• Imperial College มหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของอังกฤษ และอันดับ 8 ของโลกและเป็น Top ของมหาวิทยาลัยในอังกฤษด้านวิศวกรรม
• University of Sheffield มหาวิทยาลัยอันดับ 33 ของอังกฤษ และอันดับ 101 ของโลก
➢ USA-จบระดับมัธยมปลาย (High School Diploma) และสอบ AP (Advanced Placement) 3 วิชาโดยได้คะแนน ระหว่าง 4,3,3 จนถึง 5,5,5
➢ International Baccalaureate (IB Diploma) ได้คะแนน ระหว่าง 29-37
• Australian National University มหาวิทยาลัยอันดับ 38 ของโลก อันดับ 2 ในออสเตรเลีย เป็นรองแค่มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น (ซึ่งได้ Ranking อันดับ 37 ของโลก)
➢ USA-จบระดับมัธยมปลาย (High School Diploma) และสอบ SAT ได้ 1780
➢ International Baccalaureate (IB Diploma) ได้คะแนน อย่างต่ำ 33
ตัวอย่าง ตารางสอบของน้องๆ เกรด 9 และ เกรด 10
ตัวอย่าง ตารางสอบของน้องๆ เกรด 11 และ เกรด 12 ที่เรียน IB Full Diploma
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น